สำหรับผู้ชมภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น (JAV) ทั่วโลก หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ เหตุใดผลงานเหล่านี้จึงต้องใส่แถบเบลอหรือเซนเซอร์ภาพแบบพิกเซลโมเสก (Mosaic) ไว้ตลอดเวลา คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี แต่มาจากรากฐานทางกฎหมายเก่าแก่ที่มีอายุนานกว่าหนึ่งศตวรรษครับ
จุดเริ่มต้นของการเซนเซอร์นี้ย้อนกลับไปถึง มาตรา 175 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของญี่ปุ่น ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1907 ในยุคเมจิ โดยกฎหมายระบุข้อความห้ามการเผยแพร่ แจกจ่าย หรือจัดแสดง “สื่อลามกอนาจาร” สู่สาธารณะ แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่เคยระบุคำว่าหนังผู้ใหญ่หรือการเบลอภาพอย่างเจาะจง แต่คำพิพากษาของศาลญี่ปุ่นในเวลาต่อมาได้ตีความคำว่าลามกอนาจารให้ครอบคลุมถึงการเปิดเผยอวัยวะเพศอย่างโจ่งแจ้ง และในอดีตยังเคยรวมไปถึงการห้ามเห็นขนในที่ลับด้วยเช่นกัน
แทนที่จะยอมให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง ค่ายผู้ผลิตในอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่จึงหาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป แต่ใช้วิธีการใส่แถบโมเสกเซนเซอร์เพื่อปิดบังอวัยวะส่วนที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย การทำเช่นนี้ยังช่วยให้ค่ายหนังสามารถอ้างในทางกฎหมายได้ว่า กิจกรรมทางเพศที่ปรากฏในภาพยนตร์เป็นเพียง “การจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาเท่านั้น” (Simulated) กลายเป็นพื้นที่สีเทาที่ช่วยปกป้องผู้สร้างจากการถูกดำเนินคดีอาญา
ในอดีตก่อนปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นไม่ได้มีค่านิยมต่อต้านภาพแนวอีโรติกอย่างเข้มงวด ดังจะเห็นได้จากภาพพิมพ์แกะไม้ ชุงงะ (Shunga) ที่แสดงฉากกิจกรรมทางเพศอย่างเปิดเผย ทว่าความเข้มงวดด้านศีลธรรมเริ่มเกิดขึ้นในช่วงการปฏิรูปเมจิ เมื่อญี่ปุ่นเร่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและรับเอากฎหมายแบบอนุรักษนิยมของชาติตะวันตกเข้ามาปรับใช้ เพื่อให้ชาติตะวันตกยอมรับว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ “มีอารยธรรม”
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ของญี่ปุ่นเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนผลงานแบบไร้เซนเซอร์ที่มีนักแสดงญี่ปุ่นร่วมงาน มักจะใช้วิธีการจดทะเบียน ผลิต หรือเผยแพร่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อหลบเลี่ยงขอบเขตอำนาจศาลญี่ปุ่น ขณะที่ในประเทศ การแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแทบไม่มีนักการเมืองคนใดต้องการเสี่ยงคะแนนนิยมด้วยการออกตัวสนับสนุนการปลดเซนเซอร์สื่อลามกอย่างเปิดเผย ทำให้ภาพพิกเซลโมเสกยังคงอยู่คู่กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไปครับ

